วาเลนตินุส … จุดกำเนินของวันวาเลนไทน์

เมื่อเดือนแห่งความรักมาถึง วันนี้หนูดีอยากจะนำเสนอ.. จุดกำเนินของงวันวาเลนไทน์กันคะ เผื่อเพื่อน ๆ จะเอาไปเล่าให้คนพิเศษฟังใต้แสงเทียน …

วันวาเลนไทน์นั้นกำเนิดขึ้นมาในกรุงโรม หรืออาณาจักรโรมัน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 ในช่วงยุคของจักรพรรดิคลอดิอุส ที่สอง (Claudius II) เดิมทีจักรพรรดิคลอดิอุสมีนิสัยชอบข่มเหงรังแกผู้อื่น เขามักบังคับให้ชาวโรมันทุกคนต้องสักการะพระเจ้าทั้ง 12 องค์ ใครคิดต่อต้านจะได้รับทำโทษ นอกจากนี้ ยังห้ามไม่ให้เกี่ยวข้องกับพวกคริสเตียนด้วย ทั้งนี้ มีนักบุญผู้หนึ่งที่ชื่อว่า วาเลนตินุส (Valentinus) เขาเกิดความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระคริสเป็นอย่างมาก ถึงขนาดให้คำไว้ว่า ความตายหรือสิ่งใดไม่มีทางเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาได้ ด้วยการต่อต้านครั้งนี้ จึงทำให้เขาถูกขังคุก

ก่อนที่เขาสิ้นชีวิต ในช่วงอาทิตย์สุดท้ายได้เกิดสิ่งแปลกประหลาดขึ้นกับเขา โดยขณะที่กำลังถูกคุมขังอยู่นั้น ผู้คุมขังได้ร้องขอให้วาเลนตินุสช่วยสอนจูเลียผู้เป็นลูกสาวที่ตาบอดตั้งแต่เกิด แม้ว่าจูเลียจะเป็นหญิงงาม แต่ก็อาภัพมองไม่เห็น วาเลนตินุสจึงได้สอนประวัติศาสตร์ สอนการคิดคำนวณ และเล่าเรื่องพระเจ้าให้เธอฟัง ด้วยความฉลาดของจูเลีย เธอจึงสามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ได้อย่างถ่องแท้ และเธอก็รู้สึกเชื่อใจในตัววาเลนตินุส และมีความสุขอย่างมากเมื่ออยู่กับเขา

วันหนึ่ง จูเลียเอ่ยถามวาเลนตินุสว่า “หากเราอธิษฐานต่อพระผู้เป็นเจ้า ท่านจะทรงได้ยินเราไหม” วาเลนตินุสจึงตอบไปว่า “พระองค์เจ้าได้ยินเราทุกคนแน่นอน” จูเลียจึงกล่าวต่อว่า “ท่านทราบหรือไม่ ในทุก ๆ เช้า ทุก ๆ เย็น ข้าทูลอธิษฐานขออะไร….ข้าต้องการอยากจะมองเห็นโลกใบนี้ และเห็นทุก ๆอย่างที่ท่านเล่าให้ฟัง” วาเลนตินุสจึงตอบกลับไปว่า “พระเจ้าย่อมมอบแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ทุกคน แต่ต้องมีความเชื่อมั่นในพระองค์เท่านั้นเอง”

ด้วยความเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้า จูเลียจึงนั่งคุกเข่าและกุมมืออธิษฐานขอพรไปพร้อมๆกับวาเลนตินุส และในขณะนั้นเอง ก็เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น มีแสงสว่างลอดเข้ามาในคุก และเมื่อจูเลียค่อย ๆลืมตาขึ้น เธอก็สามารถมองเห็นได้! ทั้งสองกล่าวขอบคุณในเรื่องมหัศจรรย์ที่พระเจ้ามอบให้ และเรื่องนี้ก็เป็ที่พูดถึงกันไปทั่วทั้งราชอาณาจักร

ในราตรีก่อนที่วาเลนตินุสจะเสียชีวิตจากการถูกตัดศีรษะ เขาได้ส่งจดหมายฉบับสุดท้ายให้แก่จูเลีย ซึ่งลงท้ายจดหมายว่า “From Your Valentine”

วาเลนตินุสเสียชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 และศพของวาเลนตินุสถูกเก็บไว้ในโบสถ์พราซีเดส (Praxedes) ที่กกรุงโรม ใกล้หลุมศพนั้น จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู เอาไว้เพื่อมอบแต่วาเลนตินุสผู้เป็นที่รัก จนทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพูจึงกลายเป็นตัวแทนแห่งความรักนิรันดร์และมิตรภาพอันแสนยาวนาน
.

เป็นไงบ้างกับจุดกำเนินวันแห่งความรัก … ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ หนูดี ยังมีความหมายของดอกกุหลาบแทนใจมาฝากด้วยน๊า …

กุหลาบแดง (Red Rose) : จะใช้ในความหมายแทน ประโยคที่ว่า “ฉันรักเธอ”

กุหลาบขาว (White Rose) : กุหลาบขาวแทนความหมายแห่งความรักอันบริสุทธิ์

กุหลาบชมพู (Pink Rose) : มักถูกใช้แทนความรักแบบโรแมนติก และความเสน่หาต่อกัน

กุหลาบเหลือง (Yellow Rose) : สีเหลืองเป็นสีแห่งความสดใส แทนความรักแบบเพื่อน

โดยในการมอบดอกกุหลาบในวันวาเลนไทน์นั้นเชื่อกันว่า จำนวนดอกกุหลาบที่มอบแก่กันนั้น มีความหมายต่อความรักกันอีกด้วย โดยได้แก่
1 ดอก หมายถึง ความรักแบบ รับแรกพบ
2 ดอก หมายถึงการแสดงความยินดี
3 ดอก แทนคำบอกรักว่า ฉันรักเธอ
7 ดอก แทนคำพูดที่ว่า เธอทำให้ฉันหลงเสน่ห์
9 ดอก แทนความหมายที่ว่า ทั้งสองคนจะรักกันตลอดไป
10 ดอก แทนความหมายว่า เธอเป็นคนที่ดีเลิศที่สุด
11 ดอก แทนความหมายว่า การเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของฉัน
12 ดอก แทนความหมายว่า การขอให้เธอเป็นคู่ฉัน
13 ดอก แทนความหมายว่า ความเป็นเพื่อนแท้เสมอ (ซึ่งอีกนัยหนึ่งคือ การบอกปฏิเสธด้วยความรักอย่างเพื่อน)
15 ดอก แทนความหมายว่า แทนความรู้สึกเสียใจจริง
20 ดอก แทนความหมายว่า ความจริงใจต่อกัน
21 ดอก แทนความหมายว่า ถึงการมอบชีวิตอุทิศให้
36 ดอก แทนความหมายว่า ความทรงจำที่แสนหวานที่ยังมีต่อกัน
40 ดอก แทนความหมายว่า ยืนยันว่าความรักเป็นรักแท้
99 ดอก แทนคำพูดที่ว่า ฉันรักเธอจนวันตาย
100 ดอก แทนคำพูดที่ว่า ฉันอุทิศชีวิตนี้เพื่อเธอ
101 ดอก แทนคำพูดที่ว่า ฉันมีเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น
108 ดอก แทนความหมายถึงการขอแต่งงานแบบอ้อมๆ ที่ผู้ให้ไม่กล้าพูด
999 ดอก แทนคำพูดที่ว่า ฉันจะรักเธอจนวินาทีสุดท้าย
1,000 ดอก แทนคำพูดที่ว่า ฉันจะรักเธอจนวันตาย
9,999 ดอก แทนคำพูดที่ว่า ฉันจะรักเธอชั่วนิรันดร

แหล่งที่มา https://www.tumnandd.com/